บทความเพื่อสุขภาพ

กินยาถูกวิธี ลดเสี่ยงเป็นพิษต่อตับ Nov 30, 2016

กินยาถูกวิธี ลดเสี่ยงเป็นพิษต่อตับ

ที่มา : สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์
เรียบเรียงโดย ณัฐชยา เหมือนสมหวัง
กินยาถูกวิธี ลดเสี่ยงเป็นพิษต่อตับ


อโรคยา ปรมาลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ พุทธสภาษิต ที่มีมาแต่โบราณ ด้วยเหตุผลที่ว่าการรักษาสุขภาพหรือการมีสุขภาพที่ดีนั้น ถือเป็นโชคลาภ อันประเสริฐ
จากสถานการณ์ปัญหาด้านเศรษฐกิจ ทำให้ปัจจุบันสภาพการทำงานและ การใช้ชีวิตในเรื่องต่าง ๆ ต้องแข่งขันกันตลอดเวลา ทำให้ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ สุขภาพเสื่อมโทรมและเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยก็ไม่มีเวลาไปพบแพทย์ ดังนั้น การรับทราบข้อมูลรายละเอียดของยาแต่ละประเภทจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้เกิดการรับประทานยาอย่างถูกต้อง ซึ่งศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับคณะทำงานสร้างเสริมความเข้มแข็งภาคประชาชนด้านการใช้ยา อย่างสมเหตุสมผล มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และชมรมเภสัชชนบท ร่วมกันให้ข้อมูลถึงวิธีช่วยลดผลกระทบความเสี่ยงที่เกิดจากระบบยาที่มีต่อสุขภาพ เฝ้าระวังและจัดการความรู้เพื่อพัฒนาระบบยาที่เป็นประโยชน์ต่อการสร้างเสริมสุขภาพความเข้าใจที่ถูกต้องต่อประชาชน
จากผลสำรวจพบว่าในประเทศไทยมีผู้ป่วยเกือบ 1,000 คน ที่เป็นโรคตับจากการรับประทานยาพาราเซตามอลเกินขนาด ซึ่งเป็นเด็กอายุ 6 ขวบถึง 37 เปอร์เซ็นต์ หากผู้ปกครองต้องซื้อยาให้ลูกด้วยตนเอง แนะนำให้แจ้งอายุและน้ำหนักของลูกกับเภสัชกรประจำร้านก่อนทุกครั้ง เพื่อลดการให้ยาเกินขนาด ถึงแม้ว่าพาราเซตามอลเป็นยาลดไข้ที่ดีที่สุดที่ใช้ในปัจจุบัน แต่อันตรายจากการใช้พาราเซตามอล คือ การเกิดการเป็นพิษต่อตับ ส่งผลตั้งแต่การทำงานของตับไปจนถึงภาวะตับวายอย่างเฉียบพลัน และนำไปสู่การเสียชีวิตได้
การรับประทานยาพาราเซตามอลที่เกินขนาดจะไม่เห็นอาการในเร็ววัน จะเห็นอาการก็ต่อเมื่อระยะอันตรายจากตับอักเสบ ตับแข็ง จนก่อให้เกิดมะเร็งตับ ดังนั้น ควรทานยาเมื่อมีความจำเป็น เพิ่มความระมัดระวังโดยการอ่านฉลากข้อมูลผลิตภัณฑ์อย่างเคร่งครัดทุกครั้ง ที่มีการใช้ยาเพื่อป้องกันการใช้ยาซ้ำซ้อน  ที่สำคัญคือ ไม่ควรบริโภคเกินวันละ 2 กรัม หรือ 4 เม็ด และไม่ควรบริโภคติดต่อกันนานกว่า 5 วัน สำหรับมาตรการ การจัดการที่แนะนำแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ 1. การเพิกถอนทะเบียนยาพาราเซตามอล ชนิดฉีด 300 มิลลิกรัม (มก.) ต่อหลอด ซึ่งน้อยเกินกว่าจะออกฤทธิ์ โดยบางชนิดยังผสมยาชา 10 มิลลิกรัม 2. ถอนทะเบียนยาพาราชนิดแตกตัวดูดซึมทันที โดยเฉพาะสูตร 650 มิลลิกรัมต่อเม็ด ต้องมีข้อความ “ยานี้มีพาราเซตามอลเป็นส่วนประกอบ” คาดบนฉลากยาผสม 4. ฉลากยาควรระบุความแรงของยาเป็นภาษาไทย 5. ยาน้ำสำหรับเด็กแต่ละช่วงวัยต้องมีรูปแบบที่แยกออกจากกันชัดเจนเพื่อป้องกันความผิดพลาดการใช้ยาเกินขนาด  หากสร้างการมีส่วนร่วมการรับรู้ข้อมูลและอันตรายต่าง ๆ จากการใช้ยา ก็จะทำให้ประเทศไทยลดอัตราของผู้ป่วยและประชาชนก็จะมีสุขภาพที่ดี ต่อไป

แหล่งข้อมูล www.thaihealth.or.th