บทความเพื่อสุขภาพ

ดูแลสุขภาพอย่างไร ให้ห่างไกลโรค Nov 24, 2016

ดูแลสุขภาพอย่างไร ให้ห่างไกลโรค

ที่มา: หนังสือพิมพ์แนวหน้า
โดย นพ.พินิจ กุลละวณิชย์ กรรมการบริหารแพทยสภา
ดูแลสุขภาพอย่างไร ให้ห่างไกลโรค  


ทำไมถึงต้องดูแลสุขภาพ? เพราะคนทั่วโลกรวมทั้งคนไทยส่วนใหญ่เสียชีวิตจากโรคที่ไม่ติดต่อ หรือ non communicable diseases
ซึ่งก็คือโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคหลอดเลือดสมองตีบ อุดตัน หรือแตก โรคหลอดเลือดหัวใจสมองตีบและอุดตัน (ซึ่งมีสาเหตุส่วนใหญ่ มาจากไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง) มะเร็ง ฯลฯ ซึ่งเป็นโรคที่ป้องกันหรือลดความเสี่ยงได้ทั้งนั้น องค์การอนามัยโลก รายงานว่า ในปี ค.ศ.2012 (พ.ศ.2555) 68% ของการเสียชีวิต ของชาวโลกเกิดจากโรคที่ไม่ติดต่อ
แม้แต่อ้วนอย่างเดียว ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งได้ถึง 13 อวัยวะ โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานไว้ครั้งแรกในปี ค.ศ.2002 หรือ พ.ศ.2545 ว่า โรคอ้วนทำให้เกิดมะเร็งได้ 5 อวัยวะ คือ ลำไส้ใหญ่ หลอดอาหาร เต้านม และมดลูก และในปีนี้เอง ค.ศ.2016 (พ.ศ.2559) WHO ได้รายงานเพิ่มว่า โรคอ้วนทำให้มีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งอีก 8 อวัยวะ คือ กระเพาะอาหาร ตับ ถุงน้ำดี ตับอ่อน รังไข่ ไทรอยด์ multiple myeloma (โรคของระบบเลือด) และ meningioma (สมอง)
เมื่อไหร่จึงเรียกว่าอ้วน ตามสากลนิยมเราใช้ดัชนีมวลกาย หรือ body mass index และขนาดของพุง เป็นหลัก BMI คือน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม หารด้วยความสูงเป็นเมตรกำลังสอง เช่นถ้าน้ำหนักตัว 80 กก. สูง 1.78 เมตร BMI จะเท่ากับ 80 หารด้วย 1.78x1.78 หรือ 25.25 ค่าปกติของ BMI คนไทยอยู่ระหว่าง 18.5-23 ระหว่าง 23.1-24.9 ถือว่าน้ำหนักเกิน 25 ขึ้นไปถือว่าอ้วน พุงชาย หญิง ไม่ควร ใหญ่กว่า 90 ซม., 80 ซม. ตามลำดับ ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านใช้ความสูงเป็นเซนติเมตร หารด้วย 2 เพื่อเป็นขนาดของพุงที่ไม่ควรใหญ่กว่านี้ โดยไม่ดู BMI
หลังเราเกิดมาหลอดเลือดทั่วร่างกาย จะมีการตีบทีละเล็กละน้อย ในช่วงแรกจะไม่มีอาการเพราะยังมีการตีบของ หลอดเลือดน้อย เมื่อเวลาผ่านไปจะมีการตีบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อมีการตีบมากๆ เช่น ประมาณ 70-80% ของเส้นผ่าศูนย์กลางของหลอดเลือด ปริมาณเลือดที่ไหลผ่านได้จะไม่เพียงพอต่อความต้องการของอวัยวะ เช่น หัวใจ สมอง จึงอาจทำให้มีอาการเกิดขึ้นได้ ทำให้เกิดโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือโรคหัวใจขาดเลือด
ด้วยเหตุนี้เอง ถึงแม้สบายดี เราต้องมีพฤติกรรมที่จะไม่ให้หลอดเลือดตีบ หรือตีบแต่ช้า หายตีบ หรือสร้างทางเบี่ยง
ปัจจัยเสี่ยงต่อการที่ทำให้หลอดเลือด ทั่วร่างกายตีบและอุดตัน มีอยู่ 10 ประการคือ กรรมพันธุ์ เพศชาย อายุ (ยิ่งสูงยิ่งมีความเสี่ยง) สูบบุหรี่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง อ้วน ไขมันในเลือดสูง การไม่ออกกำลังกาย ความเครียด
การป้องกันโรคหลอดเลือดตีบและ อุดตันอยู่ที่พฤติกรรม คือการออกกำลังกาย ที่ถูกต้อง การรับประทานอาหารเป็นหลัก โดยใช้ 2 วิธีนี้ดูแลให้ BMI และพุงอยู่ ในเกณฑ์ปกติ รวมทั้ง การไม่สูบบุหรี่ ดูแลเรื่องความดันโลหิต เบาหวาน ไขมัน ในเลือด ทำตัวให้ไม่เครียด ฯลฯ
สาเหตุการเสียชีวิตของคนไทย จากกระทรวงสาธารณสุขในปี 2556 ตาม ลำดับจากมากไปน้อยคือ อันดับที่ 1)โรคมะเร็ง 2)อุบัติเหตุและการเป็นพิษ 3)โรคหัวใจ ฯลฯ ฉะนั้นจากข้อมูลที่กล่าวไว้ข้างต้น การดูแลตนเองไม่ให้อ้วนอย่างเดียวก็ลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งได้ถึง 13 อวัยวะและลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง หัวใจ ตีบและอุดตัน
ประเด็นที่สำคัญอีก 2 อย่างที่มีความสำคัญต่อสุขภาพคือ ทุกประเทศทั่วโลกจะมีผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โรคอ้วนนอกจากมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งที่ 13 อวัยวะแล้ว ยังมีความเสี่ยงต่อการเป็น โรคอื่นๆ อีกด้วย เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบและอุดตัน อัมพฤกษ์ อัมพาต หลอดเลือดดำอุดตันที่ขา (และอื่นๆ) และลิ่มเลือดหลุดไปอุดตันหลอดเลือดใหญ่ที่ปอดเบาหวาน ระดับไขมันในเลือดผิดปกติ กระเพาะอาหารเลื่อนขึ้นมาในทรวงอก (hiatal hernia) นิ่วในระบบทางเดิน น้ำดี ตับอักเสบจากไขมันในตับ (NAFLD, NASH) ตับแข็ง คนอ้วน ถ้าเป็นโรคตับอ่อนอักเสบจะมีโอกาสเป็นรุนแรงกว่าคนที่ผอม หอบ เส้นประสาทถูกกด นอนกรน ฯลฯ ถ้านอนกรนและหยุดหายใจจะทำให้เป็นโรคต่างๆ ได้ เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ ฯลฯ

แหล่งข้อมูล www.thaihealth.or.th