บทความเพื่อสุขภาพ

“แบน” ไขมันทรานส์ในอาหาร Sep 8, 2016

“แบน” ไขมันทรานส์ในอาหาร

ที่มา : เว็บไซต์ ASTV ผู้จัดการออนไลน์
ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ
“แบน” ไขมันทรานส์ในอาหาร

บทความโดย : รศ.ดร.ภญ.นุศราพร เกษสมบูรณ์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
โรคหัวใจยังคงเป็นสาเหตุ 3 อันดับแรกของการเสียชีวิตของคนไทย ในปี 2557 มีคนไทยเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือด รวม 58,681 คน หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 7 คน คิดเป็นอัตราตายของโรคหัวใจและหลอดเลือด เท่ากับ 90.34 ต่อแสนประชากร การรับประทานไขมันทรานส์เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญมาก
ไขมันทรานส์พบเล็กน้อยตามธรรมชาติในสัตว์ เช่น เนื้อสัตว์และนม แต่ส่วนใหญ่เราจะได้รับไขมันทรานส์จากการสังเคราะห์ในกระบวนการผลิตอาหาร เพื่อยืดอายุอาหาร เช่น เนยขาว (shortenings) มาการีนที่แข็งตัว คุกกี อาหารทอด ขนมอบกรอบน้ำมันพืช
ไขมันทรานส์จะทำให้ระดับ LDL (คอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีต่อสุขภาพ) สูงขึ้นในเลือด และลดระดับ HDL (คอเลสเตอรอลชนิดดีต่อสุขภาพ) การรับประทานไขมันทรานส์จึงเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ
ความตื่นตัวในเรื่องนี้ในต่างประเทศมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น ในปี 2556 องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา ได้ออกประกาศเตือนประชาชน ว่า น้ำมันซึ่งผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนจะกลายเป็นไขมันทรานส์สังเคราะห์ที่ไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพ ต่อมาในปี 2549 กำหนดให้ผู้ผลิตอาหารต้องระบุปริมาณไขมันทรานส์บนฉลากผลิตภัณฑ์และล่าสุดมิถุนายน 2558 ที่ผ่านมา ประกาศว่า ไม่ให้ใช้ไขมันทรานส์ในการผลิตอาหารโดยเด็ดขาด โดยให้เวลาผู้ผลิตอาหาร 3 ปี ในการปรับกระบวนการผลิต
ส่วนประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปดำเนินการ 2 ลักษณะ คือ ออกกฎหมายจำกัดปริมาณไขมันทรานส์ในอาหาร และมาตรการขอความร่วมมือผู้ผลิตอาหารให้ลด/เลิกใช้ไขมันทรานส์ตามความสมัครใจ
ประเทศที่ใช้มาตรการทางกฎหมายอย่างเข้มงวด คือ เดนมาร์ก ที่ออกกฎหมายในปี 2547 บังคับผู้ผลิตอาหารไม่ให้มีไขมันทรานส์ในอาหารเกินร้อยละ 2 ใครฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำคุกและปรับเป็นเงินผลจากกฎหมายนี้ พบว่า ผู้ผลิตอาหารให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างดี และปริมาณไขมันทรานส์เฉลี่ยในอาหารอยู่ในระดับต่ำมาก รวมทั้งอัตราเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดลดลงอย่างเห็นได้ชัดคนเดนมาร์กป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดลดลงถึงร้อยละ 70 ทำให้อีกหลายประเภทเดินตาม เช่น ออสเตรีย ไอซ์แลนด์ และ สวิตเซอร์แลนด์ ในช่วงปี 2552 - 2554
มีรายงานเสนอต่อรัฐสภาสหภาพยุโรป เมื่อธันวาคม 2558 สรุปว่า การออกกฎหมายจำกัดปริมาณไขมันทรานส์ในอาหารที่ผลิตในระดับอุตสาหกรรมเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพที่สุดในปัจจุบัน
สำหรับคนไทยในระหว่างที่รอกระทรวงสาธารณสุขขยับมาตรการทางกฎหมาย เราสามารถลงมือดูแลตนเองได้ทันที โดยเริ่มจากการไม่รับประทานอาหารที่มีไขมันทรานส์ หรือเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารที่มีการระบุว่าปริมาณไขมันทรานส์เป็นศูนย์

แหล่งข้อมูล www.thaihealth.or.th