บทความเพื่อสุขภาพ

ไส้ติ่งอักเสบในเด็ก Aug 10, 2016

ไส้ติ่งอักเสบในเด็ก

ที่มา : เว็บไซต์แนวหน้าออนไลน์
ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ
ไส้ติ่งอักเสบในเด็ก

บทความโดยแพทยสภา
เมื่อพูดถึง “ไส้ติ่งอักเสบ” หรือการผ่าตัดไส้ติ่ง คิดว่าเกือบทุกท่านจะต้องเคยได้ยิน หรือเคยมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้มาบ้างไม่มากก็น้อย แต่จะมีสักกี่ท่านที่ทราบว่าอาการไส้ติ่งอักเสบนั้นสามารถเกิดกับเด็กได้เช่นเดียวกัน และพบได้มากจนเป็นโรคที่เด็กต้องได้รับการผ่าตัดฉุกเฉินมากเป็นอันดับแรกเลยทีเดียวอายุที่พบ มีตั้งแต่ในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 1 ปี ซึ่งพบได้น้อยมาก ไปจนถึงเด็กในวัยเรียนอายุ 12-18 ปี ที่จะพบได้บ่อยที่สุด คือประมาณ 6-7% ของประชากร
“ไส้ติ่ง” มีลักษณะเป็นลำไส้ส่วนเกินที่ยื่นออกมาบริเวณส่วนต่อระหว่างลำไส้เล็กกับลำไส้ใหญ่ มีลักษณะเหมือนท่อปลายตันเล็กๆ เส้นผ่าศูนย์กลาง 3-5 มม. ส่วนความยาวนั้นไม่แน่นอน ตำแหน่งของไส้ติ่งมักอยู่บริเวณช่องท้องข้างขวาส่วนล่าง สำหรับการที่ไส้ติ่งเกิดอักเสบขึ้นมานั้น เกิดจากการมีเศษอาหารหรือเศษอุจจาระ ตกลงไปในโพรงไส้ติ่งจนอุดตัน หรือมีต่อมน้ำเหลืองที่โคนไส้ติ่งโตขึ้นจนโพรงไส้ติ่งอุดตัน ทำให้เกิดอาการอักเสบขึ้น ไส้ติ่งที่อักเสบนี้จะมีลักษณะบวมแดง และมีขนาดใหญ่ขึ้น ถ้าทิ้งไว้ไม่ได้รับการรักษาก็อาจจะเกิดการเน่า และแตกทะลุ ทำให้มีหนองแพร่กระจายในช่องท้อง ที่เรารู้จักกันในชื่อ “ไส้ติ่งแตก” นั่นเองและเมื่อแตกแล้วการติดเชื้อก็จะลุกลามไป อาจเข้าสู่กระแสเลือดเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ถ้าไม่ได้รับการรักษาให้ทันท่วงที โดยจะพบว่าในเด็กเกิดไส้ติ่งแตกได้บ่อยกว่าและเร็วกว่าผู้ใหญ่ อาจเป็นเพราะมีผนังไส้ติ่งที่บางกว่า
อาการเริ่มแรก เด็กมักมีอาการปวดท้อง โดยจะเริ่มปวดตรงกลางๆ ท้องแถวรอบสะดือ ก่อนจะย้ายตำแหน่งมาปวดที่บริเวณด้านขวาล่างของช่องท้อง อาการปวดมักเป็นการปวดตลอดเวลา หรืออาจมีปวดมากเป็นพักๆ แต่ไม่มีช่วงที่หายปวดไปเลย อาการปวดจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลาที่ผ่านไปและมักจะปวดมากขึ้นถ้ามีการเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น พลิกตัว หรือเดิน เด็กอาจจะเดินงอตัวให้เจ็บน้อยลง ผู้ป่วยมักมีอาการเบื่ออาหาร ท้องอืด คลื่นไส้อาเจียน หรือถ่ายเหลวร่วมด้วย และเมื่อปวดท้องไปสักระยะหนึ่งก็จะเริ่มมีไข้ขึ้น ในระยะแรกอาจเป็นไข้ต่ำแต่ถ้าทิ้งไว้ก็จะมีไข้สูงมากขึ้น และถ้าไส้ติ่งเกิดการแตกทะลุอาการปวดก็จะแพร่กระจายไปปวด ณ ตำแหน่งอื่นๆ ของช่องท้องด้วย
โดยทั่วไปแพทย์สามารถให้การวินิจฉัยไส้ติ่งอักเสบได้ จากการซักประวัติและตรวจร่างกายโดยละเอียด ถ้าเป็นเด็กหญิงวัยรุ่น ก็จะต้องมีการซักประวัติประจำเดือนและประวัติการมีเพศสัมพันธ์ เพราะโรคของอวัยวะสืบพันธุ์สตรี เช่น เนื้องอกรังไข่ ปีกมดลูกอักเสบ หรือการตั้งครรภ์นอกมดลูก ก็จะทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดท้องได้เช่นกัน โดยอาจมีการตรวจเพิ่มเติม เช่น ตรวจเลือด ดูว่ามีปริมาณเม็ดเลือดขาวมากกว่าปกติหรือไม่ หรือตรวจปัสสาวะ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ป่วยไม่ได้มีการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ซึ่งอาจจะมีอาการปวดท้องที่คล้ายกัน แต่สามารถรักษาได้ด้วยการให้ยาปฏิชีวนะ ไม่ต้องผ่าตัด
การวินิจฉัยไส้ติ่งอักเสบในเด็กนั้นค่อนข้างยากกว่าในผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในเด็กที่ไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจ หรือเด็กที่อ้วน ผนังหน้าท้องหนา ก็จะยิ่งตรวจได้ยากกว่าปกติ ต้องอาศัยความใจเย็นทั้งของแพทย์ผู้ตรวจ และผู้ปกครอง ที่บางครั้งเมื่อแพทย์จำเป็นต้องตรวจซ้ำก็จะเริ่มโกรธว่าจะกดท้องไปทำไมนักหนา แค่นี้เด็กก็เจ็บอยู่แล้ว เป็นต้น

แหล่งข้อมูล www.thaihealth.or.th