บทความเพื่อสุขภาพ

ตรวจสุขภาพแค่ไหนพอเหมาะ? Apr 22, 2016

ตรวจสุขภาพแค่ไหนพอเหมาะ?

สุขภาพต้องตรวจเช็ค ถ้าอย่างนั้นแค่ไหนพอดีเหมาะสม
"เคยมีการประเมินไหมว่า คนๆ นั้นมีภาวะซึมเศร้า อย่างบางคนกระโดดตึกตาย ถ้าเราคัดกรองตั้งแต่แรกได้ว่าเขามีความเสี่ยง เราก็จะรู้ว่า คนๆ นั้นต้องได้รับการดูแลและป้องกันโรค" ดร.นพ.อรรถสิทธิ์ ศรีสุบัติ รักษาการ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์ กรมการแพทย์ กล่าวถึงสิ่งที่ตกหล่นในการตรวจสุขภาพที่พอดีและเหมาะสม
ว่ากันว่า ในการตรวจสุขภาพทั่วไป ส่วนใหญ่ไม่มีการคัดกรองโรคซึมเศร้า และแทบจะไม่ให้ความสำคัญ ทั้งๆ ที่ควรมีเรื่องเหล่านี้อยู่ ถ้าอย่างนั้นการตรวจสุขภาพเบื้องต้นแค่ไหนจำเป็นและเหมาะสม ซึ่งเป็นเรื่องที่กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กำลังทำเรื่องนี้อยู่
จากผลสำรวจการตรวจร่างกายของคนไทย ปี 2551-2552 พบว่า ประชาชนบางส่วนไม่ตระหนักถึงความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหรือป่วยเป็นโรค หนึ่งในสามของคนเป็นเบาหวานไม่ทราบมาก่อนว่าเป็นเบาหวาน และกว่าครึ่งของคนเป็นความดันโลหิตสูง ไม่เคยได้รับการวินิจฉัยมาก่อน
ส่วนในปี 2549-2550 สตรีอายุ 15-59 ปี เคยได้รับการตรวจปากมดลูกเพียงร้อยละ 42.5 ในขณะที่ก่อนปี 2549 เคยได้รับการตรวจเพียงร้อยละ 18.3 ทั้งๆ ที่ภาวะเสี่ยงและโรคต่างๆ สามารถตรวจพบได้ ด้วยวิธีที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน และสามารถป้องกันและบำบัดรักษาได้แต่เนิ่นๆ
แม้การตรวจสุขภาพจะเป็นเรื่องจำเป็น แต่คนจำนวนมากก็ละเลย รอให้ป่วยก่อนค่อยไปหาหมอ ดังนั้นอีกไม่นานทางกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จะมีคู่มือให้ประชาชนรู้ว่า แต่ละช่วงวัยต้องตรวจสุขภาพที่จำเป็นและเหมาะสมอย่างไร
เพราะที่ผ่านมา มีการตรวจสุขภาพในห้องปฎิบัติการที่ไม่จำเป็นอยู่หลายเรื่อง อาทิ
"การตรวจระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือด แทบจะไม่มีประโยชน์เลยในการวิเคราะห์การเพิ่มระดับ non-HDL cholesterol" จากรายงานคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญบนพื้นฐานประสบการณ์คลินิก " ,"การตรวจ chest x-ray การคัดกรองมะเร็งปอดทุกปี เมื่อเทียบกับกลุ่มไม่คัดกรอง ก็แทบจะไม่มีประโยชน์เลย" จากการศึกษาแบบกลุ่มสุ่มตัวอย่าง-ควบคุม ฯลฯ
ตรวจสุขภาพ ไม่ใช่แค่ผลแล็บ
ถ้ายังไม่ป่วย และต้องการแค่ตรวจดูว่า สุขภาพส่วนไหนเจ็บป่วย เพื่อจะได้รีบบำบัดแก้ไข ดูแลสุขภาพ ป้องกันโรค ซึ่งมาตรฐานการตรวจสุขภาพทั่วไปที่ประชาชนควรรู้ ถ้าใช้เกณฑ์แค่วัยทำงาน 18-60 ปี ก็จะมีการซักประวัติ เพื่อค้นหาความผิดปกติทั่วไป ,ประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพ ซึ่งมีการประเมินภาวะซึมเศร้า, ความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด,ประเมินระดับการติดบุหรี่ สุรา และสารเสพติด ซึ่งมีผลต่อร่างกาย รวมถึงการตรวจในห้องปฎิบัติการ
ตรวจสุขภาพแค่ไหนพอเหมาะ? thaihealth
"บางทีการตรวจสุขภาพก็พึ่งเทคโนโลยีมากไป แต่บางครั้งเทคโนโลยีก็ไม่ได้ตอบโจทย์ร้อยเปอร์เซ็นต์ บางทีก็มีผลบวกลวง (False positive-หมายความว่า ผู้ป่วยไม่ได้เป็นโรค แต่ผลการตรวจกลับบ่งบอกว่าเป็นโรค) อย่างผลออกมาคุณเป็นมะเร็ง แต่จริงๆ แล้วคุณปกติ หรือตรวจออกมาเป็นเอชไอวี แต่คนไข้ไม่ได้เป็นโรค เพราะเครื่องมือลวงบอกว่าเป็นโรค ซึ่งไม่มีเครื่องมือไหนตรวจแม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก " คุณหมออรรถสิทธิ์ เล่า เพื่อให้เห็นว่า บางทีเทคโนโลยีก็สร้างปัญหาให้กับคน
และไม่ใช่แค่ผลบวกลวง ยังมีผลลบลวง (False negative- หมายความว่า ผู้ป่วยเป็นโรคจริง แต่ผลการตรวจกลับไม่พบ ) ซึ่งเรื่องนี้คุณหมอบอกว่า เครื่องมือที่ดีต้องแสดงผลบวกจริงหรือผลบวกแท้ คือ ผู้ป่วยเป็นโรคจริง และผลการตรวจก็บ่งบอกว่าเป็นโรคชนิดนั้นจริง
"ถ้าเป็นอย่างนั้น ต้องตรวจยืนยันด้วยวิธีอื่นอีก เหมือนที่ผมบอก การใช้แครื่องมือพวกนี้ ไม่มีอะไรเต็มร้อย"
ตรวจเท่าที่จำเป็น
การตรวจสุขภาพเพื่อคัดกรองเบื้องต้น เพื่อจะได้รู้ว่า คุณกำลังจะป่วยด้วยโรคอะไร ซึ่งบางทีเราก็ไม่รู้ว่า ต้องตรวจแค่ไหน (ดูล้อมกรอบ) ช่วงวัย 18-60 ปี การตรวจทางห้องปฎิบัติการ ที่เหมาะสม เริ่มกันตั้งแต่การตรวจเม็ดเลือด ตรวจระดับน้ำตาล ตรวจระดับไขมัน ตรวจปัสสาวะ ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งลำไส้ใหญ่และสำไส้ตรง และการหาเชื่อไวรัสตับอักเสบบี
คุณหมออรรถสิทธิ์ บอกอีกว่า ตามมาตรฐานงานวิจัยที่ทำเรื่องนี้ โดยทั่วไป "การตรวจระดับไขมันเลือด" มักจะให้ตรวจสี่ตัวคือ 1 ไขมันในเส้นเลือดชนิด cholesterol 2 ไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด 3 ไขมันในเลือดHDL และ 4 ไขมันในเลือดLDL แต่แนวทางการตรวจสุขภาพที่จำเป็นและเหมาะสม ตรวจแค่สองตัวก็พอแล้วคือ ไขมันในเส้นเลือดชนิด cholesterol และ ไขมันในเลือดHDL ก็สามารถประเมินความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้แล้วตรวจสุขภาพแค่ไหนพอเหมาะ? thaihealth
"การตรวจการทำงานของไต หรือ Creatinine ซึ่งดูอัตราการกรองของไต คนส่วนใหญ่จะมีปัญหาก็ต่อเมื่ออายุ 60 กว่าๆ ก็ควรตรวจในวัยนั้น ถ้าไตเริ่มทำงานผิดปกติผลแล็บค่าอื่นๆ ก็จะบอกเอง อาทิ ความดันโลหิตสูง"
ส่วนการตรวจหามะเร็ง คุณหมอสมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านการวิจัย สถาบันมะเร็งแห่งชาติ บอกว่า การคัดกรองมะเร็งที่เหมาะสมในรายงานนี้ มีไว้สำหรับคนทั่วไปที่มีความเสี่ยงปกติต่อการเป็นมะเร็ง
"การตรวจคัดกรองมะเร็ง คณะทำงานใช้ข้อมูลทางระบาดวิทยาเลือกมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในเพศชายและหญิง เพื่อจะได้มีการคัดกรองแล้วเกิดประโยชน์ ตรวจหามะเร็งให้เร็วขึ้นและมีความเป็นไปได้ ไม่ว่ามะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม มะเร็งตับ ฯลฯ "
เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ป่วยเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นทุกปี มีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่แต่ละปีประมาณ 28.5 รายต่อแสนประชากร หากนำมาเทียบกับอเมริกาและอังกฤษ พบผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ 120-160 รายต่อแสนประชากร ซึ่งเรื่องนี้ คุณหมอสมชาย บอกว่าอุบัติการณ์ของการเกิดมะเร็งเต้านมในคนไทยยังอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำ แต่เรื่องที่น่าเป็นห่วงคือ
"เมื่อตรวจแล้วพบก้อนเนื้อขนาดเล็กที่ไม่ใช่มะเร็ง หรือเป็นถุงน้ำ ทั้งๆ ที่อาจไม่จำเป็นต้องรักษา แต่เผอิญตรวจพบ ผู้ป่วยก็จะต้องมาตรวจติดตามต่อเนื่องทุก 6 เดือน และอีกกรณี ผลตรวจคลุมเคลือ จึงนำไปสู่การเจาะตรวจชิ้นเนื้อเพิ่มเติม ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นโรคอะไร นอกจากเป็นการเพิ่มความเสี่ยงจากเสียเลือดและติดเชื้อแล้ว ยังเป็นการใช้บุคลากรทางการแพทย์ รวมทั้งเครื่องมือต่างๆโดยไม่จำเป็น ซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งจริงๆ และจำเป็นต้องเข้ารับการตรวจด้วยวิธีเดียวกัน ต้องเสียโอกาส "
ดังนั้น ผู้หญิงทุกคนควรมีการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม สามารถตรวจคลำด้วยตัวเอง และตรวจโดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นแพทย์หรือบุคลากรสาธารณสุขที่ได้รับการฝึกอบรม
คุณหมอสมชายบอกว่า การตรวจเต้านมด้วยตัวเอง ต้องตรวจให้ถูกท่า ถูกต้อง และสม่ำเสมอ แต่ปัญหาคือ ถ้าตรวจด้วยตัวเอง บางคนตรวจถูกท่า แต่ไม่รู้ว่าตรวจแล้วเจอมากน้อยเพียงใด
“เคยมีการศึกษาวิจัยทั้งโลกว่า การตรวจเต้านมด้วยตัวเอง ไม่ช่วยลดอัตราการตายจากมะเร็งเต้านม แต่เพิ่มความตระหนักรู้ของประชากร และยังแนะนำให้ทำอยู่ แต่ถ้าคาดหวังว่านี่คือการคัดกรองก็ไม่ใช่ จึงเกิดช่องว่างตรงกลาง กรมการแพทย์ก็เลยพยายามให้มีกระบวนการการตรวจคัดกรองด้วยบุคลากรทางการแพทย์ โดยสอนวิธีการคลำ "
ตรวจสุขภาพแค่ไหนพอเหมาะ? thaihealth
ในงานวิจัยเบื้องต้นจากอินเดีย พบว่า การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยผู้เชี่ยวชาญ มีความไวร้อยละ 51.7 และความจำเพาะร้อยละ 94.3 ถ้าเปรียบเทียบวิธีดังกล่าวกับการไม่คัดกรอง พบว่า สามารถช่วยผู้ป่วยให้ผ่าตัดรักษาเต้านมไว้ได้มากขึ้นร้อยละ 12.7 และพบมะเร็งระยะเริ่มแรกได้มากขึ้นร้อยละ 18.4 พบระยะลุกลามต่ำลงร้อยละ 23.3
อย่างไรก็ตาม แนวทางเวชปฎิบัติโดย National Comprehensive Cancer Network ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของศูนย์มะเร็งทั่วโลก 26 แห่ง แนะให้มีการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมโดยผู้เชี่ยวชาญ (Clinical Breast Examination )
ส่วนการตรวจคัดกรองด้วยแมมโมแกรม คุณหมอสมชาย บอกว่า ถ้าอยู่ในช่วงวัยที่เหมาะสมก็ได้ประโยชน์ ต้องมีอายุตั้งแต่สี่สิบปีขึ้นไป แต่ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกปี เพราะอุบัติการณ์การเกิดโรคนี้ในช่วงวัยดังกล่าวในคนไทยยังไม่สูงมาก อุบัติการเกิดโรคนี้อยู่ช่วงวัย 55-60 ปี
"ผู้หญิงอายุน้อยไม่แนะนำให้ตรวจแมมโมแกรม เพราะเต้านมจะมีความหนาแน่นน้อย ค้นหาเซลล์ผิดปกติได้ยาก และการทำเมมโมแกรมก็มีความเสี่ยงคือ ได้รับรังสีเพิ่ม แต่เมื่อเทียบกับการเจอโรค ประโยชน์ที่ได้มากกว่าผลข้างเคียง"
สิ่งไม่จำเป็นต้องตรวจ
ส่วนมาตรฐานการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ ปกติใช้วิธีFOBT ตรวจหาเลือดในอุจจาระ แต่มีคำแนะนำว่า ให้มีการตรวจแบบ Immunochemical fecal occult blood testing (iFOBT) ซึ่งประสิทธิภาพในการคัดกรองมากกว่า และมีความเป็นไปได้ที่จะนำมาในระบบบริการสุขภาพ
ถ้าพบมะเร็งในคนอายุน้อย ร่างกายจะมีกระบวนการทำลายเซลล์ผิดปกติ แต่กระบวนการเหล่านี้จะแย่ลงเมื่ออายุมากขึ้น" คุณหมอสมชาย บอกและแนะว่า การตรวจคัดกรองมีหลายระดับ ถ้าไม่มีปัญหาการเงิน จะตรวจคัดกรองลำไส้ใหญ่โดยการส่องกล้องก็ได้ แม้การส่องกล้องอาจมีความเสี่ยงในกรณีลำไส้ทะลุ แต่โอกาสเจอแบบนั้นน้อยมาก
"ส่วนการคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมาก ด้วยการตรวจ PSA (prostatic specific antigen) ซึ่งเป็นสารส่อมะเร็ง แม้การคัดกรองจะทำได้ไว แต่ไม่ได้ลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งต่อมลูกหมาก เพราะมะเร็งชนิดนี้เติบโตช้า ส่วนใหญ่คนไข้มักจะเสียชีวิตเพราะวัยชราก่อน หรือกรณีการตรวจคัดกรองกรดยูริคในเลือดในกลุ่มคนไม่มีอาการ ก็ไม่ประโยชน์ เพราะอาจมีการให้ยาลดกรดยูริคโดยไม่จำเป็น "
ตรวจสุขภาพแค่ไหนพอเหมาะ? thaihealth
มีรายงานการตรวจทางห้องปฎิบัติการที่มีหลักฐานไม่สนับสนุนการตรวจในหลายกรณี ยกตัวอย่างคนที่มีกรดยูริคสูง แต่ไม่มีอาการ ส่วนใหญ่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นโรคเก๊าท์ หรือนิ่ว ดังนั้นการรักษาผู้ไม่มีอาการผิดปกติมีความเสี่ยงต่อการแพ้ยาถึงขั้นเสียชีวิตได้ ไม่ต่างจากกรณีการคัดกรองมะเร็งปอดโดย chest x-ray ในทุกปี หลักฐานทางวิชาการพบว่า ไม่สามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งปอด หลังจากติดตามมาเป็นเวลา 13 ปี
อย่างไรก็ตาม คุณหมอสมชาย กล่าวถึงอุบัติการณ์โรคมะเร็งตับว่า หลังจากมีการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสบีให้คนที่เกิดหลังปี 2535 ก็มีแนวโน้มว่า ตั้งแต่ปี 2560 คนไทยที่ป่วยเป็นมะเร็งตับจะเริ่มลดลง ดังนั้นคนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตัวนี้ ก็ควรฉีดป้องกัน
.......................
วัย 18-60 ปี ต้องตรวจอะไรบ้าง
การตรวจสารเคมีในเลือด
-ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (complete Blood count หรือ CBC ) เนื่องจากภาวะซีดจากโรคโลหิตจางธาลัสซิเมีย เป็นอุบัติการณ์ของคนไทยร้อยละ 30 หรือ 20 ล้านคนมียีนธาลัสซิเมียชนิดใดชนิดหนึ่ง จึงมีคำแนะนำว่าให้ตรวจ CBC อย่างน้อย 1 ครั้งหากไม่เคยตรวจมาก่อน
-ตรวจระดับน้ำตาล ( FPG หรือ FBS) เพื่อคัดกรองเบาหวาน ตั้งแต่อายุ 35 ปีตรวจทุก 3 ปี
-ตรวจระดับไขมันในเส้นเลือดชนิด cholesterol และ ไขมันในเลือดHDL ตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป ตรวจทุก 5 ปี
-ระดับ serum Creatinine การทำงานของไต ไม่จำเป็นต้องตรวจ ควรตรวจตอนอายุกว่า 60 ปี หนึ่งครั้งต่อปี
-การตรวจปัสสาวะ ไม่จำเป็น ควรตรวจตอนอายุมากกว่า 60 ปี หนึ่งครั้งต่อปี
การตรวจคัดกรองมะเร็ง
-clinical breast examination มะเร็งเต้านม อายุ 30-39 ปี ตรวจทุก 3 ปี,อายุ 40 ปีขึ้นไป ตรวจทุก 1 ปี และอายุ 70 ปีขึ้นไป ตรวจตามความเสี่ยง
-การตรวจเนื้อเยื่อจากปากมดลูก
วิธี Pap smear (เก็บหรือป้ายเซลล์จากปากมดลูกไปป้ายบนแผ่นสไลด์ ย้อมสีและอ่านผล)เพื่อตรวจมะเร็งปากมดลูก อายุ 30-65 ปี ตรวจทุก 3 ปี หยุดตรวจหลังอายุ 65 ปี ถ้าทำ Pap smear ปกติสามครั้งติดต่อกัน
วิธี VIA (Visual Inspection with Acetic Acid-โดยใช้นำส้มสายชูเจือจางป้ายบริเวณปากมดลูก เพื่อค้นหาเนื้อเยื่อผิดปกติ ) อายุ 30-55 ปี ตรวจทุก 5 ปี เมื่ออายุ 55 ปีขึ้นไป แนะนำให้ตรวจด้วยวิธี Pap smear เท่านั้น
-การตรวจเลือดในอุจจาระ คัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ และลำไส้ตรง อายุ 50 ปีขึ้นไป ตรวจทุก 1 ปี
-การตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบี-HBsAg ลดความเสี่ยงมะเร็งตับ ตรวจครั้งเดียวสำหรับคนที่เกิดก่อน ปี 2535
-การตรวจคัดกรองทางอาชีวอนามัย คัดกรองโรคจากการทำงาน ตามปัจจัยความเสี่ยงจากการทำงาน
..............................
หมายเหตุ : สถานบริการสุขภาพสังกัดกรมการแพทย์ จะเริ่มนำไปใช้ให้บริการตรวจสุขภาพที่จำเป็นและเหมาะสมต่อประชาชน ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2559

แหล่งข้อมูล www.thaihealth.or.th