บทความเพื่อสุขภาพ

4 แนวทางรับมือ `สังคมสูงอายุ` Jan 18, 2016

4 แนวทางรับมือ `สังคมสูงอายุ`

รายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทย ระบุว่าในอีก 20 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะมีประชากรวัยแรงงาน 2 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คน ซึ่งที่อยู่อาศัยและสุขภาพเป็นปัญหาสำคัญที่หน่วยงานเกี่ยวข้องต้องเร่งแก้ไขด่วน และพบมีผู้สูงอายุอยู่ คนเดียวมากขึ้น และป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ข้อเข่าเสื่อม พร้อมเสนอ 4 มาตรการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนา ผู้สูงอายุไทยภายใต้การสนับสนุนจากกองทุนผู้สูงอายุ กรมกิจการผู้สูงอายุ ได้มอบหมายให้สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล จัดทำรายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุไทยประจำปี 2557 เพื่อรวบรวมและนำเสนอสถิติข้อมูลและสถานการณ์การสูงวัยของประชากรไทย ในปัจจุบันและสถานการณ์ของผู้สูงอายุไทยที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต

นายอนุสันต์ เทียนทอง อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่าสถานการณ์สูงวัยของประชากรไทยปี 2557 ที่ผ่านมานั้นในรายงานระบุตัวเลขอย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยมีประชากรทั้งหมดประมาณ 68 ล้านคน  และในช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาถือได้ว่า ประชากรของประเทศไทย ค่อนข้างที่จะคงตัวแล้ว และจำนวนประชากรใกล้จะถึงจุดอิ่มตัว  แต่อย่างไรก็ตามโครงสร้างอายุของประชากรไทยกลับเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วโดยในปี 2557  มีประชากรสูงวัยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปจำนวนมากถึง 10 ล้านคน หรือคิดเป็น 15% ของประชากรทั้งหมด
การสูงวัยของประชากรจึงเป็นประเด็นท้าทายต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยมากเนื่องจาก ในปี 2557 มีคนวัยแรงงานอายุ15-59 ปี 4.3 คน ต่อผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปหนึ่งคน แต่ในอนาคต ปี 2573 หรืออีกเพียงแค่ 16 ปีข้างหน้าเราจะมีคนในวัยแรงงานเพียง 2 คน ต่อผู้สูงอายุ 1 คนเท่านั้น นอกจากนี้รายงานยังได้ระบุข้อมูลที่ น่าสนใจด้วยว่าลักษณะการอยู่อาศัยของ ผู้สูงอายุ จะอยู่อาศัยในครอบครัวที่เล็กลงและผู้สูงอายุจะอยู่ตามลำพังคนเดียวเพิ่มมากขึ้นซึ่งสาเหตุก็มาจากขนาดของครัวเรือนไทยได้เล็กลงจากเฉลี่ยประมาณ 5 คนต่อครัวเรือนเมื่อ 30 ปีก่อน เหลือเพียง ครัวเรือนละ 3 คนในปัจจุบัน

สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือจะมีผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพังมากขึ้นโดยในปี 2545  มีผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพังคนเดียว 6% และอยู่ตามลำพังกับคู่สมรส 16% และในปี 2557 ที่ผ่านมา สัดส่วนของผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพังคนเดียวได้เพิ่มมากขึ้นเป็นเกือบ 9% และอยู่ตามลำพังกับคู่สมรสเพิ่มขึ้นเป็น 19% ซึ่ง ผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพังกลุ่มนี้น่าจะเป็น เป้าหมายการจัดระบบการดูแลและเฝ้าระวัง  ข้อมูลที่น่าสนใจอีกเรื่องคือเราจะมีผู้สูงอายุอยู่ในครัวเรือนที่ยากจนเป็นจำนวนมากโดยในปีที่ผ่านมาเรามีผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนมากถึง 34%        
สำหรับปัญหาสุขภาพซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่งกับผู้สูงอายุพบว่าผู้สูงอายุ 2% อยู่ในสภาวะติดเตียงไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้มากถึง 19% โดยปัญหาสุขภาพหลักของผู้สูงอายุคือการมีข้อจำกัดหรือ มีความยากลำบากในการเคลื่อนไหวร่างกาย58% รองลงมาคือเรื่องของการได้ยินหรือ สื่อความหมาย 24% ด้านการมองเห็น 19% ด้านการเรียนรู้ 4% ด้านจิตใจ 3% และ ด้านสติปัญญาอีก 2%
นอกจากนี้ ผู้สูงอายุ 41% เป็นโรคความดันโลหิต 18% เป็นโรคเบาหวาน และ 9% เป็นโรคข้อเข่าเสื่อมและเมื่อมีปัญหาภัยพิบัติเกิดขึ้นผู้สูงอายุเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะมีโอกาสจะได้รับอันตรายสูงมากขึ้นเพราะอยู่คนเดียวหรืออยู่ตามลำพังกับผู้สูงอายุการดูแลตนเองจะทำได้ยากขึ้นเพราะสภาพร่างกายที่มีโรคประจำตัวและข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวด้วย

นายอนุสันต์ กล่าวว่าสำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ได้เสนอให้รัฐบาลเร่งวางนโยบายและหามาตรการต่างๆ เพื่อรองรับสังคมสูงอายุดังนี้

1.สนับสนุนให้ผู้สูงอายุดำรงชีวิตอยู่อย่างมั่นคงและมีศักดิ์ศรี อาทิ สร้างภูมิคุ้มกันให้ผู้สูงอายุในการปกป้องตนเองจากภัยรอบด้าน ด้วยการให้ข่าวสารความรู้รวมทั้งพัฒนาเครื่องมือกลไกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับการดำรงชีวิตอย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี พร้อมทั้งส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนเข้ามามีบทบาทในการดูแลผู้สูงอายุเพื่อแบ่งเบาภาระของครอบครัว และควรออกแบบสร้าง และปรับปรุงสิ่งแวดล้อมทั้งอาคารบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ รวมทั้งระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานต่างๆ ให้เอื้อต่อ การใช้ชีวิตของผู้สูงอายุ
2.เสริมสร้างสุขภาพอนามัยของ ผู้สูงอายุ โดยการจัดระบบสาธารณสุขให้ เอื้อต่อการให้บริการแก่ผู้สูงอายุและสร้างระบบอาสาสมัครที่ได้รับการฝึกอบรม เกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุเพื่อทำหน้าที่ เฝ้าระวังและดูแลผู้สูงอายุในชุมชน
3.ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีหลักประกันรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน ด้วยการส่งเสริมให้มีการจ้างงานผู้สูงอายุ ปรับแก้ระเบียบ กฎเกณฑ์กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการ จ้างงานผู้สูงอายุ รวมทั้งการขยายอายุเกษียณของข้าราชการและรัฐวิสาหกิจด้วย นอกจากนี้แล้วควรสนับสนุนให้กองทุนการออมแห่งชาติมีความเข้มแข็งและมีการบริหารจัดการที่ดีด้วยและควรมุ่งพัฒนาระบบบำนาญให้ครอบคลุมผู้สูงอายุอย่างถ้วนหน้ารวมทั้งปรับปรุงระบบเบี้ยยังชีพให้เหมาะสมกับค่าครองชีพและภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นด้วย

4.จัดทำแผนช่วยเหลือผู้สูงอายุเมื่อเกิดภัยพิบัติ โดย อปท.ทุกระดับจะต้องรวมผู้สูงอายุไว้เป็นกลุ่มเป้าหมายในแผนการป้องกันรับมือภัยพิบัติและควรจัดทำคู่มือรับภัยพิบัติที่ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือ ผู้สูงอายุเป็นพิเศษเมื่อเกิดภัยพิบัติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีการซักซ้อมแผนปฏิบัติการช่วยเหลือผู้สูงอายุตามกำหนดเวลาที่เหมาะสมและให้ข้อมูลความรู้แก่ ผู้สูงอายุในการเตรียมความพร้อม การดูแลตนเอง และการฟื้นฟูหากเกิดภัยพิบัติด้วย
'ที่เป็นห่วงคือจะมีผู้สูงอายุอยู่ลำพังมากขึ้น ซึ่งเป็นเป้าหมายเฝ้าระวัง'
    

ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ โดย อนุสันต์ เทียนทอง
แหล่งข้อมูล www.thaihealth.or.th