บทความเพื่อสุขภาพ

‘งูสวัด’ ภัยใกล้ตัวในผู้สูงอายุ Jan 4, 2016

‘งูสวัด’ ภัยใกล้ตัวในผู้สูงอายุ

ปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุที่ตามมาจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เนื่องจากความชราย่อมเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งโรคงูสวัดก็เป็นอีกโรคหนึ่งที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ
‘งูสวัด’ ภัยใกล้ตัวในผู้สูงอายุ

ปัจจุบันผู้สูงอายุกำลังทวีจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น รวมทั้งประเทศกำลังพัฒนาเช่นในประเทศไทย ทำให้สังคมไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผุ้สูงอายุตามคำนิยามขององค์การอนามัยโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปัญหาสุขภาพที่ตามมาจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเนื่องจากความชราย่อมเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น โรคข้อเสื่อม โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เป็นต้น โรคงูสวัดก็เป็นอีกโรคหนึ่งที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ ทำให้เกิดความเจ็บปวดทุขก์ทรมานได้ในระยะยาว และมักมีความรุนแรงเมื่อเกิดขึ้นในผู้สูงอายุ แต่สังคมกลับไม่ค่อยให้ความสนใจและตระหนักถึงอันตรายของโรคนี้ในผู้สูงอายุเท่าที่ควร

ศ.นพ.ประเสริฐ อัสสันตชัย จากคณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ได้ให้ขข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ โรคงูสวัดไว้ดังนี้

"โรคงูสวัดเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง เกิดจากเชื้อไวรัส Varicella Zoster ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับเชื้อก่อโรคอีสุกอีใส ไวรัสชนิดนี้จะหลบอยู่ในปมประสาท เมื่ออายุมากขึ้นร่างงกายอ่อนแอลงส่งผลให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง เชื้อไวรัสก็จะแสดงความรุนแรงและก่อเกิดโรคขึ้น ทำให้เกิดผื่นแดง ตุ่มน้ำใส ร่วมกับอาการปวดแสบปวดร้อนตามเส้นประสาท พบได้บ่อยในคนสูงอายุ โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไป จะพบมากกว่าคนที่อายุน้อยกว่า 2-3 เท่า สิ่งที่น่ากังวลสำหรับโรคงูสวัด คืออาการแทรกซ้อนซึ่งเรียกว่าอาการปวดเรื้อรังที่ผิวหนังตามแนวเส้นประสาท (Post Herpetic Neuralgia) โดยคนไข้จะมีอาการปวดคล้ายถูกไฟลวก ไฟจี้ เหมือนมีดแทงที่ผิวหนัง ซึ่งมีโอกาสปวดต่อเนื่องเป็นแรมเดือนหรือแรมปีได้โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ

โดยทั่วไปอาการนี้พบได้ประมาณร้อยละ 10-70 และเพิ่มเป็นมากกว่าร้อยละ 80 ในคนที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป ส่งผลให้ต้องได้รับการรักษาต่อเนื่องแม้ว่าผื่นตุ่มน้ำจะหายไปแล้วก็ตาม บางรายถ้าเป็นที่เส้นประสาทสมองคู่ที่ 5 อาจทำให้ตาอักเสบ ตาบอดได้ เนื่องจากอาการระยะเริ่มแรกของโรคมักไม่ชัดเจนผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมาพบแพทย์ในช่วงเวลาที่ช้าเกินไป ทำให้ไม่ได้รับประโยชน์จากยารักษาที่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้เท่าที่ควร ส่งผลให้เกิดอาการแทรกซ้อนดังกล่าว การป้องกันจึงถือเป็นแนวทางที่เหมาะสมกับโรคนี้ ปัจจุบันมีการใช้วัคซีนในการป้องกันโรคงูสวัด โดยมีข้อบ่งใช้ในผู้สูงอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป ซึ่งพบว่าวัคซีนสามารถลดอุบัติการณ์การเกิดโรคงูสวัดได้ร้อยละ 51.3 และป้องกันการเกิดอาการปวดเรื้อรังตามแนวเส้นประสาท ในผู้ป่วยที่เป็นโรคงูสวัดได้ ร้อยละ 66.5 วัคซีนชนิดนี้มีใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกามาแล้วประมาณ 10 ปี โดยในปัจจุบันประเทศไทยได้มีวัคซีนป้องกันโรคงูสวัดแล้ว โดยเริ่มใช้เมื่อปลายปี 2557 ที่ผ่านมา"

สิ่งสำคัญสำหรับประเทศไทยในยุคสังคมผู้สูงอายุ คือทำอย่างไรให้สังคมผู้สูงอายุไทยมีคุณภาพ มีอัตราการเจ็บป่วยที่ไม่สูงมากจนเป็นภารถค่าใช้จ่ายของประเทศ ดังนั้น แนวทางการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค จึงเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุดทั้งในระยะสั้นและระยยาว ดั่งคำที่เราคุ้นเคยกันมาช้านานว่า "กันไว้ดีกว่าแก้ แย่แล้วแก้ไม่ทัน"


ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
แหล่งข้อมูล www.thaihealth.or.th